• July 16, 2021

ค่าเงินบาทแข็ง

ค่าเงินบาทแข็ง

เงินนั้นไหลไปมา อยู่ที่ว่าใครได้ใครเสีย ค่าเงินบาทแข็ง VS ค่าเงินบาทอ่อน

โดยผู้เขียนอธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับ ค่าเงินบาทแข็ง และอ่อน แบบกระชับ ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจเกิดค่าเงินแข็งค่าและค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นในไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุน ผู้นำเข้าและส่งออก หรือนักช้อปปิ้ง ซึ่งจะมีทั้งผู้ที่ได้และเสียผลประโยชน์เสมอ แล้วเงินบาทแข็งค่าและเงินอ่อนค่าคืออะไร?

  • เงินบาทแข็งค่า คือ ใช้เงินบาทน้อยลง ในการแลกสกุลเงินสกุลอื่นในจำนวนเท่าเดิมส่วน
  • เงินบาทอ่อนค่า ก็คือ ใช้เงินบาทมากขึ้น ในการแลกเงินสกุลอื่นในจำนวนเท่าเดิม

หากสมมติว่า ถ้าวันนี้ค่าเงินปกติอยู่ที่ 34 บาท เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หากเกิดช่วงค่าเงินบาทแข็งเราใช้เงิน 33 บาทแลกเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่พอเกิดช่วงเงินอ่อนค่าลง เราอาจต้องแลกเงินถึง 35 บาทเพื่อแลกเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐนั่นเอง ซึ่งเรามักจะได้ยินบ่อย ๆ ในข่าวเศรษฐกิจเพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับใครที่ต้องหาเงินและแลกเสกุลเงินต่างประเทศ ดังนั้นจะส่งผลดีหรือเสียต่อใครนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่สถานะใด

ทีนี้เราลองมาดูกลุ่มคนที่เสียประโยชน์และได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่าและอ่อนค่านี้กัน สมมติว่า 1 ดอลลาร์ เงินบาทแข็งค่าเท่ากับ 33 บาท และเงินอ่อนค่าเท่ากับ 35 บาท (เมื่อเทียบกับสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ)

กลุ่มที่เสียประโยชน์จาก ค่าเงินบาทแข็ง ค่า 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มสายการท่องเที่ยว ค่าเงินบาทอ่อนค่า เงิน 100 ดอลลาร์ แลกเงินบาทไทยจะได้ 3,500 บาท แต่เมื่อ ค่าเงินบาทแข็ง จากเงิน 100 ดอลลาร์ แลกเงินบาทไทยได้น้อยลงแค่ 3,300 บาท

2. กลุ่มสายผู้ค้าส่งออก ค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งออกผลไม้ 1 ตัน ราคา 100,000 ดอลลาร์แลกเงินไทยได้ 3,500,000 บาท แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งออกเสื้อผ้า 1 ตัน ราคา 100,000 ดอลลาร์แลกเงินไทยได้ 3,300,000 บาท จะเห็นว่าเงินหายไปถึง 200,000 บาท

3. กลุ่มสายคนทำงานในต่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งเงินกลับมาให้คนที่บ้าน เดือนละ 5,000 ดอลลาร์ แลกเงินบาทมาได้ 175,000 บาทแต่เมื่อค่าเงินแข็งค่า ส่งเงินกลับมาให้คนที่บ้าน เดือนละ 5,000 ดอลลาร์ แลกเงินบาทมาได้ 165,000 บาท หายไปถึง 10,000 บาท

กลุ่มผู้ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่า 3 กลุ่ม

1. กลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าและผู้ลงทุน ค่าเงินบาทอ่อนค่า ซื้อเครื่องจักรราคา 200,000 ดอลลาร์ แลกเงินบาทมาได้ 7,000,000 บาท แต่ค่าเงินแข็งค่า ซื้อเครื่องจักรราคา 200,000 ดอลลาร์ แลกเงินบาทมาได้ 6,600,000 บาท ประหยัดเงินไป 400,000 บาท

2. กลุ่มคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือนักช็อปออนไลน์ ค่าเงินบาทอ่อนค่า ใช้เงินซื้อของ 4,000 ดอลลาร์ ใช้เงินไป 140,000 บาท แต่ค่าเงินบาทแข็ง ใช้เงินซื้อของ 4,000 ดอลลาร์ ใช้เงินไป 132,000 บาท ประหยัดไป 8,000 บาท

3. ผู้เป็นหนี้กับต่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่า วางแผนใช้จ่ายหนี้ เดือนละ 2,000 ดอลลาร์ ใช้เงินไป 70,000 บาท แต่ค่าเงินแข็งค่า วางแผนใช้จ่ายหนี้เดือนละ 2,000 ดอลลาร์ ใช้เงินไป 66,000 บาท ประหยัดไป 4,000 บาท

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจะเป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในสถานะไหน ก็สามารถทำให้เรารับมือกับสถานการณ์นี้ได้ ซึ่งมันทำให้เรานั้นสามารถระมัดระวังและวางแผนค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้ไม่เจ็บตัวมากกับค่าเงินบาทนี้ และสุดท้ายนี้ ถึงแม้ค่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อนนั้น ทุกอย่างก็ต้องย่อมมีข้อดีและข้อเสีย โดยจะแตกต่างกันออกไปตามกลไกของตลาดการเงิน หากแต่เพียงว่าใครหรือส่วนไหน จะเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่จะเป็นแบบนี้ตลอดไป ซึ่งทุกอย่างเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็เพียงแค่หาแนวทางหรือวิธีการในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อการอยู่รอดของตัวเราเองและเพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจในประเทศของเรานั่นเอง

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวค่าเงินบาทแข็ง น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >>  jean-claude-idee  ขอบคุณที่รับชมนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *